วันพฤหัสบดีที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ดาวน์โหลด

เทมเพลต Power Point









blue

mix



black

บทความ - งานชันสูตร

การประชุมวิชาการการเก็บและการนำส่งสิ่งส่งตรวจทางห้...

ประกาศ รพ.

ประกาศรับสมัครนักกายภาพบำบัด

ประกาศผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัส...
ประกาศผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัส...
ประกาศรับสมัครเจ้าพนักงานพัสดุ จำนวน 1 อัตรา (รอบท...
ประกาศผู้ได้รับการคัดเลือก ตำแหน่ง เจ้าพนักงานพัส...
ประกาศผู้มีสิทธิสอบและไม่มีสิทธสอบตำแหน่ง เจ้าพนัก...
ประกาศรับสมัครเจ้าพนักงานพัสดุ จำนวน 1 อัตรา

บทความ - งานแผนงานและการพัฒนา

เอกสารประเมินตนเอง ประจำปี 2553

บทความ - ศูนย์คอมพิวเตอร์

เส้นทางสู่โรงพยาบาลภูหลวง
การใช้ google ส่ง sms เข้ามือถือตนเองเพื่อเตือนนัด...
มาทดสอบสมองของคุณ ว่าคุณเป็นคนถนัด สมองซีกไหน ซ้าย...
อนุโมทนาสาธุ "หลวงพี่คิง"
ซักซ้อมพร้อมรับมือ"โคลนถล่ม" ณ เลยวังไสย
สุดยอดเพลงฟุตบอลโลก 2010

วันพุธที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2553

"ชมรมจริยธรรม" โรงพยาบาลภูหลวง

ในวันที่ 23 - 24 ตุลาคม 2553 นี้ ทางโรงพยาบาลภูหลวงของเราก็ได้มีโรงทานขึ้นที่วัดป่าม่วงไข่ หรือ วัดของหลวงพ่อขันตีนั่นเอง

จึงขอเชิญทุกๆ ท่าน ร่วมอนุโมทนาสาธุในโอกาสนี้ด้วยครับ


รายละเอียดชมรมจริยธรรม ->> คลิ๊กที่นี่


ภาพนี้ ถ่ายจากกิจกรรม "ธรรมะเพื่อการพัฒนางาน" ณ วัดศรีอุดมวงศ์ อ.วังสะพุง 20-23 เม.ย. 2553

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เส้นทางสู่โรงพยาบาลภูหลวง






ดูแผนที่ขนาดใหญ่ขึ้น

     หากท่านใดต้องการบอกว่าบ้านของตนอยู่ที่ตำแหน่งใดก็สามารถใช้ google ช่วยท่านได้นะครับ งานนี้ ฟรี อีกแล้ว

     ภาพที่ท่านเห็นทางด้านซ้ายมือนะครับ เป็นตำแหน่งที่ตั้งของโรงพยาบาลภูหลวงนะครับ ท่านสามารถลากแผนที่ไปมาเพื่อหาหลังคาบ้านของท่านได้นะครับ

     หวังว่าทุกท่านคงจะสนุกกับการหาหลังคาบ้านตนเองนะครับ

ประกาศรับสมัครเจ้าพนักงานพัสดุ จำนวน 1 อัตรา

สนใจในรายละเอียด คลิ๊กที่นี่

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การใช้ google ส่ง sms เข้ามือถือตนเองเพื่อเตือนนัดหมาย

เนื่องด้วยนะครับ วันที่ 3 สิงหาคม 2553 ที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปนั่งรับประทานอาหารกลางวันกับผู้หลักผู้ใหญ่นะครับ ก็มี หัวหน้าฝ่ายบริหาร หัวหน้าฝ่ายงานประกันสุขภาพ หัวหน้าฝ่ายงานแผนงาน และก็พี่ๆ อีก 2-3 ท่านนะครับ ในระหว่างการทานอาหารพวกเราก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อยนะครับ เกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ นู้น หนี้ นั่น นะครับ และก็ผ่านมาทางผมแป๊บนึงนะครับ นั่นก็คือเรื่องที่ผมจะเอามาเล่านี้ล่ะครับ

ก็คือผมต้องเขียนโปรแกรมเล็กๆ ขึ้นมาโปรแกรมหนึ่ง เพื่อเตือนนัดหมายหรือเตือนความจำครับ ใช้ใน office หรือว่างานส่วนตัวทั่วไป ครับ จะบอกว่าผมไม่เขียนนะครับ สาเหตุที่ไม่เขียนนั้นก็คือ มันมีคนเขียนกันเยอะแล้ว และเราก็ไปนำของเขามาใช้ก็ได้ ที่สำคัญก็คือ ฟรี มันไม่ใช่ว่าผมขี้เกียจนะครับ(ร้อนตัวหรือป่าวเนี้ยเรา) และนี่ก็เป็นวิธีการเตือนนัดหมายอีกวิธีหนึ่งนะครับ ตราบใดที่ google ยังให้เราได้ใช้ฟรีๆ ครับ

ทุกคนคงไม่เถียงผมนะครับว่า "ส่วนใหญ่แล้วคนทำงานอย่างเราๆ ท่านๆ ทุกคนมีมือถือและเปิดอ่านข้อความเป็น"นะครับ และอีกประเด็นหนึ่งก็คือ "คนทำงาน office ส่วนใหญ่แล้วมี internet ใช้กัน และมี email เป็นของตนเอง" เอาล่ะ และวิธีการคร่าวๆ ก็ืคือ 1. เราต้องมี email เป็นของ google หรือเรียกอีกอย่างว่า gmail นั่นเอง ซึ่งไม่ต้องห่วงนะครับ ผลิตภัณฑ์ของ google แต่ละอย่างนั้น ผมรับประกันครับว่า สุดเท้าครับ ( อันที่จริงเป็นที่ทำงานที่ผมอยากไปอยู่เหลือเกิน น่าจะมาตั้งสาขาบ้านโนนผาพุงนะเนี้ย ) และ 2. ต้องมีโทรศัพท์มือถือพร้อมซิม สามารถรับ sms ได้นะครับ 3. ยืนยันเบอร์โทรศัพท์กับ email เพื่อให้ email รู้จักเบอร์โทรที่จะส่ง sms ไป 4. ไปสร้างนัดหมายในเว็บ google 5. ไปตั้งค่า google ว่านัดหมายที่สร้างขึ้นจะให้ส่ง sms หรือ email ล่วงหน้าเป็นเวลาเท่าใด เช่น ล่วงหน้า 1 วัน ล่วงหน้า 1 ชั่วโมง และส่งอีกครั้ง ก่อนถึงนัดหมายอีก 10 นาที ก็ยังได้ 6. รอคอย sms และก็ได้รับ sms ในที่สุด

เอาล่ะ พอรู้วิธีการคร่าวๆ แล้ว มาดูวิธีการโดยละเอียดพร้อมกับทำตามไปเลยก็จะดีนะครับ

1. เข้าไปเลยครับ http://www.google.co.th แล้วก็ไปคลิ๊กที่ Gmail ดังภาพ
2.
ในส่วนนี้นะครับ กรอกข้อมูลให้ครบถ้วนครับ ชื่อการเข้าสู่ระบบที่ต้องการ ก็คือ username ที่คุณต้องการนั่นเอง อีเมลสำหรับกู้รหัสผ่าน ก็คือ อีเมลล์ที่ระบบจะส่งรหัสผ่านใหม่ไปให้ในกรณีที่ท่านลืมรหัสผ่าน การตรวจสอบคำก็คือให้เราดูว่าในรูปภาพบิดเบี้ยวๆ นั้่นมันคือคำว่าอะไรนะครับ อาจจะดูยากไปหน่อยแต่ก็พอดูได้นะครับ ขั้นตอนต่อไปหลังจากที่เราคลิ๊กปุ่ม ฉันยอมรับโปรดสร้างบัญชีของฉัน ผมจะไม่พูดต่อนะครับ มันอาจจะเป็นการยืนยันโทรศัพท์มือถือของท่านหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าทุกท่านคงจะผ่านมันไปได้และ สมัครใช้ email ของ google ได้กันทุกคนนะครับ

3. หลังจากที่สมัคร email ของ google สำเร็จแล้ว (หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ไม่ได้ดูถูกนะครับ ว่าจะสมัครไม่เป็น แต่ก็เป็นห่วงนะครับ) ต่อมาก็มาทำการลงชื่อเข้าใช้งานกัน ตามภาพกันเลย
และหลังจากที่ใส่ username และ password ผ่านแล้วหน้าจอของท่านก็จะเป็นดังภาพข้างล่าง
จะเห็น email ของเรา ต่อไปก็ไป click ที่ตั้งค่าแล้วก็ไป click ที่ ปฏิทิน อีกที

4. หลังจากข้อ 3 ก็จะได้หน้าจอดังต่อไป
แล้วก็ใ้ห้ไปคลิ๊ก ตั้งค่า ดังภาพ ไม่รู้ขั้นตอนไหนเป็นขั้นตอนไหนล่ะ ทำต่อๆ ไปเลยล่ะกันนะครับ
ต่อมาก็มา click ที่การแจ้ง
ตั้งค่าอุปกรณ์เคลื่อนที่ของคุณเพื่อรับการแจ้งเตือน

ต่อมาก็มาใส่ข้อมูลของอุปกรณ์เคลื่อนที่ หรือที่เรียกว่ามือถือ อย่างเช่น 081-234 5678 ก็ให้เปลี่ยนเป็น +6681 234 5678 ก็คือตัด 0 ออกไปแล้วเติม +66 เข้าข้างหน้านั่นเอง ( ประเทศไทย +66 ) จากนั้นก็คลิ๊กที่ "ส่งรหัสยืนยัน" แล้วก็รอรับรหัสที่จะมาที่ sms ในมือถือของท่าน แล้วท่านก็นำมากรอกในช่อที่อยู่ถัดลงมาละก็สิ้นสุดการตั้งค่า ดังภาพ แค่นี้มือถือของท่านก็เชื่อมต่อกับ email ของท่านเป็นที่เรียบร้อยแล้่วครับ click ที่ "กลับสู่ปฏิทิน"

ข้อต่อไป 5. คราวนี้ก็เป็นการสร้างนัดหมายนะครับ ข้อ 5 นี้เป็นข้อที่เราต้องทำอยู่เรื่อยๆ ข้อที่ผ่านๆ มานั้นเราก็ทำแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราอยากให้ google เตือนอะไรเรา เราก็มากรอกข้อมูลดังข้อ 5 นี้นะครับ
รู้จักไหมครับ Drag ไม่ใช่แดกที่แปลว่ากินนะครับ Drag ก็คือ การที่เราคลิ๊กเมาส์ค้างเอาไว้แล้วก็ลากนะครับ ลากทะแยงลงมา จากบนซ้ายมาล่างขวานะครับ ในวันเวลาที่ท่านต้องการจะให้มันเตือนนะครับ แล้วก็กรอกข้อมูลให้เรียบร้อย จากนั้นก็กดปุ่ม "สร้างกิจกรรมนะครับ" ถือว่าเป็นอันเสร็จสำหรับการสร้างนัดหมายให้กับ google

6.

ต่อมานะครับ คลิ๊กที่กิจกรรมที่เราสร้างขึ้นแล้วก็มาคลิ๊กที่ "แก้ไขรายละเอียดกิจกรรม" ก็จะได้ภาพต่อไป
ให้สนใจในส่วนของ"ตัวเลือก"นะครับ นั่นก็คือเราสามารถเพิ่มรายการแจ้งเตือนได้ ไม่รู้ว่าจะเพิ่มได้เยอะแค่ไหนนะครับ ผมว่าแค่ 3 ครั้งก็เหลือเฟือล่ะ เมื่อแก้ไขเสร็จเรียบร้อยแล้วก็อย่าลืมกดปุ่ม"บันทึำก"นะครับ

ครับคราวนี้ก็นั่งรอรับ sms ได้เลยครับ อันที่จริงแล้วปฏิทินของ google ทำมาเพื่อใช้นัดหมายประชุมนะครับ ก็คือถ้ามี email ของเพื่อนเราเป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมด้วย sms นี้ก็จะส่งไปหาคนๆ นั้นด้วยครับ ไม่ใช่ส่งมาหาแค่เรา ถ้ามีผู้เข้าร่วมกิจกรรม 20 คน มันก็จะส่งให้ครบทุกคนทั้ง 20 คน ที่สำคัญนะครับ ก็คือ ฟรี ครับ

สุดท้ายนี้ผมก็หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อหลายๆ ท่านนะครับ โดยเฉพาะพี่ปอนด์นะครับ หากท่านใดมีข้อสงสัยหรือว่าทำตามขั้นตอนดังกล่าวนี้ไม่เป็นจริงๆ มาหาผมได้ครับ งานประกันสุขภาพ โรงพยาบาลภูหลวง นะครับ ขอบคุณครับ

วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

มาทดสอบสมองของคุณ ว่าคุณเป็นคนถนัด สมองซีกไหน ซ้าย หรือ ขวา

การทดสอบที่ 1


ให้สังเกตุภาพที่เห็นนั้นมันหมุนไปทางไหน ตามเข็มนาฬิกา หรือ ทวนเข็มนาฬกา
ให้ใช้การตัดสินใจแรกเลยนะครับ อย่าเปลี่ยนใจ เพราะภาพที่เห็นมันจะมองได้สองแบบจริงๆ แล้วแต่ว่าใครถนัดสมองซีกไหน

ภาพนี้เป็นภาพที่ใช้ในการทดสอบทางการแพทย์ จริงๆ

สรุปผลการมองเห็น

ถ้าเห็นนักเต้นคนนี้หมุนตามเข็มนาฬิกาแสดงว่าคุณเป็นคนพึ่งสมองด้านขวา (มีความคิดสร้างสรรค์) - ศิลป์

แต่ถ้านักเต้นหมุนทวนเข็มนาฬิกาล่ะก็แสดงว่าคนเป็นคนสมองซ้าย (เป็นคนคิดมีเหตุมีผล) - วิทย์

การทดสอบที่ 2

ทดสอบสมองซีกขวา

หาหัวคนใน ภาพนี้ ในเวลาเท่าที่คุณสามารถจะทำได้ (แต่ให้เร็วที่สุด)

ห้ามโกงเด็ดขาด เพราะนี่คือ การทดสอบว่าสมองข้างขวาของคุณ
ผิดปกติ หรือไม่

ที่สำคัญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง คุณจะต้องค้นหาได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

จนกว่าจะเจอ คุณเจอเมื่อไหร่ การทดสอบเป็นอันจบเมื่อนั้น

เราจะเริ่มโดยการจับเวลาตามการทดลองทางการแพทย์ เพื่อทายผลดังนี้

1.)
หากคุณสามารถค้นหาได้ภาย ในเวลา 25 วินาที
นั่นแสดงว่า คุณเป็นคนที่มีสมองข้างขวาดีกว่าคนปกติ

2.)
หากคุณสามารถค้นหาได้ภาย ในเวลา 1 นาที
นั่นแสดงว่าสมองของคุณพัฒนาตามปกติ

3.)
หากคุณสามารถค้นหาได้ ในเวลา 1-3 นาที
นั่นแสดงว่าสมองข้างขวาของคุณมีปฏิกิริยาช้า
คุณควรกินโปรตีนให้มากขึ้นกว่าเดิม

4.)
แต่ถ้าหากคุณค้นหาเจอเกินกว่า 3 นาที
นั่นแสดงว่า สมองของคุณแย่มากๆ และมีปฏิกิริยาตอบ สนองช้ามากๆ
ทางที่ดีคุณควรหัดดูการ์ตูนเสียบ้าง เผื่อจะได้พัฒนาสมอง ข้างขวาขึ้นบ้าง

...........ข้อมูลเพิ่มเติม............

สมองซีกขวาทำหน้าที่ได้ดีในด้านต่อไปนี้
1. การมองอะไรที่เป็นมิติ และช่องว่างบนพื้นผิว (Spatial)
2.การเข้าใจภาษาง่ายๆ ที่ไม่ซับซ้อน
3.การรับรู้ลวดลายทางด้านศิลปะ การแสดงละครบนเวที
4. ความคิดสร้างสรรค์
5. การมีอารมณ์ขัน
6. การรับรู้เกี่ยวกับการสัมผัส
7. ความคิดเชิงนามธรรม
8. การใช้ภาษาท่าทางหรือภาษากาย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราใช้เป็นประจำ เช่น การแสดงออกของสีหน้า
9. การจัดสภาพแวดล้อมให้กลมกลืน
10. การทำกิจกรรมหลายอย่างในเวลาเดียวกัน รวมถึงการฟังคน 2 คนพูดพร้อมกัน ทั้งที่ต่างพูดคนละแบบ


สมองซีกซ้ายทำหน้าที่ได้ดีในด้านต่อไปนี้
1.การแสดงออกทางด้านการพูด
2. การรับรู้ด้านภาษา
3. การใช้กล้ามเนื้อแขนขาและมือ
4. ความระมัดระวัง
5. การเรียนรู้โดยการจัดหมวดหมู่
6. การค้นหาความเหมือนกัน
7. การที่จะมีสติควบคุมตัวเองได้
8. การสร้างแนวคิดใหม่ๆ หรือความรู้ที่เกี่ยวกับแนวความคิด หรือความคิดรวบยอดที่เราเรียกว่าการวาง Concept
9. การวิเคราะห์เกี่ยวกับเวลา
10. การเรียนคณิตศาสตร์คำนวณ การเข้าใจจำนวน
11. การเขียน
12. การจำแนกซ้ายขวา
13. การจัดลำดับสิ่งของ

อ้างอิงจาก http://fernsterno.exteen.com/20090104/entry


วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บุคคลากร-งานชันสูตร






นางสาวสุจิตรา สุนทรเพราะ

เจ้าพนักงานชันสูตร

หัวหน้าฝ่ายงานชันสูตร

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อนุโมทนาสาธุ "หลวงพี่คิง"




    นายวิทยา อินทร์ชัยศรี หรือว่า"หลวงพี่คิง" เคยเป็นนักวิชาการคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลภูหลวง แต่เนื่องจากที่แฟลตที่พี่ท่านพักอยู่นั้นมีหนังสือธรรมมะ กองอยู่แถวๆ นั้นเยอะน่ะครับ วันๆ เดินเข้า เดินออก ได้อ่านแต่หน้าปก หลังๆ มาเริ่มที่จะหยิบขึ้นมาอ่านคำนำ ต่อมาก็เริ่มที่จะอ่านไปจนถึงสารบรรณ สักพักก็เ่ริ่มที่จะเข้าไปศึกษาในแต่ละหัวข้อ ไปๆ มาๆ ก็อ่านจนหมดเล่ม หมดเล่มหนึ่ง ก็เร่มอ่านเล่มต่อไป ไปๆ มาๆ ซึ้งในพระธรรมและศรัทธาใน พระพุทธศาสนา จึงได้ตัดสินใจละทางโลกและเปลี่ยนเข้าไปในโลกของธรรมมะอย่างเต็มตัว
    เรื่องที่มาที่ไปของการบวชนี้ ผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรแน่ชัด ผมถึงได้เขียนไปโดนไม่ได้ซีเรียส เพราะว่าเรื่องนี้ก็เป็นการคุยตลกโปกฮาเท่านั้นเอง แต่เรื่องที่น่ายินดีก็คือ สิ่งที่หลวงพี่คิงเขาทำเขาปฏิบัตินั้น เป็นที่น่ายินดียิ่ง ผมเองเคยบวชเณรตั้งแต่ ป.4 ต่อมาก็บวชหน้าไฟตลอด พึ่งปีนี้นี่เองที่มีทายาทสำหรับบวชหน้าไฟ สำหรับการบวชพระแล้วผมยังไม่เคยครับ

ซักซ้อมพร้อมรับมือ"โคลนถล่ม" ณ เลยวังไสย




























วันที่ 20 ก.ค. 2553 เวลา 8.00 น. นะครับ ให้เจอหน้ากันอย่างพร้อมหน้าที่ "ห้องฉุกเฉิน" นะครับ ฉุกเฉินจริงๆ ครับ กว่าจะพร้อมหน้ากันได้ก็ 8.30 น. นะครับ

ขั้นตอนแรกนะครับ ไปเอารถ EMS ของเรามาจอดเรียงกันไว้นะครับ 2 คันด้วยกันนะครับ

สำหรับโชว์เวอร์ประจำงานนี้นะครับ คือ พี่เผ่ากับ พี่กริชครับ

ต่อไปนะครับ ก็พากันเคลื่อนย้ายอุปกรณ์เก็บชีพต่างๆ นะครับ ที่เราจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็เอาไปเหอะนะครับ เอาขึ้นรถให้มันพอนะครับ แต่ก็ให้เหลือที่นั่งไว้บ้างนะครับ

แล้วเราก็ออกเดินทางกัน..... บรึ้นนนนนน.... ล้อรถหมุนกันประมาณ 8.45 น.






ระหว่างทางนะครับ หากใครที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้านะครับ ผมล่ะครับคนนึง ก็ิกินลม ชมวิวกันให้อิ่มซะนะครับ

สำหรับคนที่อยากจะปล่อยแมมโมเนีย หรือว่่าเมานะครับ (เมารถเมาลา) เราก็มีบริการให้แวะให้ทิ้งของเสียกันระหว่างทางนะครับ เสร็จธุระแล้วเราก็มาเช็คยอดกัน โดยการถ่ายรูปนะครับ





ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็มาตรวจของกันนะครับ ว่าเราเอามาครบกันหรือป่าวนะครับ อันที่จริงถึงของจะครบหรือไม่ เราก็ไม่กลับไปเอานะครับ สังเกตุนะครับ นำตรวจของโดย ท่านผู้อำนวยการ หรือว่า "หมอเก่ง" ของเรานั่นเองนะครับ

พรีเซนเตอร์ทั้งสองท่านนะครับ ขอเฉลยนะครับ ว่าเราพักรถกันอยู่ที่ใดนะครับ ไม่ใช่ปั้มน้ำมันเหมือนๆ กับที่พวกเราเคยพักรถครับ เป็นอะไรนั้นก็ดูในรูปเอาเองล่ะกันนะครับ พรีเซนเตอร์ทั้ง 2 คนของเราก็คือ น้องอ้น กับ พี่พร้อม ของเราครับ





แล้วเราก็เดินทางกันต่อไปครับ จนมาถึงสถานที่แ่ห่งหนึ่งซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ใด แต่ว่ามีตำรวจอยู่ด้วย ผอ.ก็ลงไปทักทายแล้วพวกเราก็ได้เรื่องว่าต้องตั้งฐานทัพปฐมพยาบาลกันที่นี่ แล้วพวกพี่ๆ ก็พากัน ยกธงแดง ธงเหลือง ธงดำ และธงเขียวลงมาตั้งกันครับ ตอนนั้นเนี้ยผมนึกว่าเป็นธงสัญญาณจราจรอะไรสักอย่างนี่ล่ะครับ ก็เอาๆ ลงมาตั้งกัน

ให้ตายเหอะครับ เราขนของเตรียมจะตั้งฐานฐัพกันจวนจะเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า คุณตำรวจก็บอกเราว่าอีกทีครับว่า จุดที่เราจะตั้งฐานไม่ใช่ที่นี่ครับ จุดที่ถูกต้องจะอยู่ข้างหน้าอีกประมาณ 600 เมตรครับ เฮ้อ... แล้วเราก็เก็บของขึ้นรถกันให้เหมือนก่อนขนลงนะครับ นี่ถือว่าเป็นการซ้อมเอาของลงจากรถหรือป่าวก็ไม่รู้นะครับ อันที่จริง ผมไม่ได้ขนของช่วยพี่เขาอะไรมากมายหรอกครับ คอยหาจังหวะถ่ายรูปอย่างเดียว เหอๆ แล้วเราก็มาตั้งฐานกันที่จุดที่ถูกต้องครับ ที่นี่ก็มีป้ายบอก พร้อมกับโต๊ะและเก้าอี้จัดไว้เรียบร้อยล่ะ ไม่ต้องสงสัยกันเลยทีเดียวว่าจุดนี้คือของโรงพยาบาลเราหรือป่าว เหมือนกับตอนแรก





พอเราตั้งฐานกันเสร็จแล้วเราก็ไปเป็นไทมุงกัีนครับ พึ่งรู้ว่างานนี้ก็มีหลายหน่วยงานด้วยกันนะครับ ที่พากันเข้าร่วมซ้อม ก็มีทั้ง กรมป่าไม้ ตำรวจ อาสาสมัครต่างๆ และที่ขาดไม่ได้สำหรับโรงพยาบาลเราก็คงจะเป็นอาสาสมัครเป็นคนบาดเจ็บนั่นเองครับ ตอนนี้ก็ไปหลบๆ แต่งบาดแผลกันที่ไหนก็ไม่รู้นะครับ

พอเราดูได้สักพักนะครับ พวกพี่ๆ ลุงๆ ตาๆ เขาก็พากันฮึกเหิมขึ้นมากันใหญ่ครับ ร้องเอ้วอ้าวกัน กระทืบเท้า แล้วก็พากันวิ่งขึ้นมาในทางที่เรากำลังยืนดูอยู่ครับ เห็นสถานการณ์แบบนี้แล้วรู้สึกว่าจริงจังและเข้มแข็งกันดีครับ แต่ว่าคอยดูอีกภาพนะครับ





เคยไปกินเนื้อย่างกันไหมครับ แรกๆ ไฟเป็นไงครับ เอาเนื้อขึ้นไปแป๊บเดียวมันก็ดำปิดปี้แล้ว ไงล่ะครับกับภาพนี้ ยังไงยังงั้นเลยครับ เห็นแล้วก็เข้าใจอยู่ครับ ส่วนใหญ่แต่ละคนก็ได้หลานกันหมดแล้ว อาจจะได้เหลนกันแล้วด้วย เหอๆ

ไปดูแต่คนอื่นมาแล้วเราก็มาดูตัวเองมั่งนะครับ เตรียมอะไรมาก็ไม่รู้นะครับ เป็นแผ่นผับที่สามารถพับกันได้หลายแบบทีเดียวนะครับ เอาไว้ไปห้อยคอผู้เคราะห์ร้ายกันนะครับ มันมีแถบสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำ ครับ วิธีการก็คือพับให้สีใดสีหนึ่งนะครับใ้ห้มันหันหน้าออกมานะครับ จำได้ไหมครับ กับธงสี่สีที่ผมบอกไป นี่แหละครับ สไตล์เดียวกัน สีเขียวคือคนที่ยังกระโดดขึ้นรถโรงพยาบาลได้ สีเหลืองก็คือพวกที่ยังลืมตาอ้าปากได้อยากขึ้นรถโรงพยาบาลปานใดก็ไม่ทันไอ้พวกสีเขียวครับก็เพราะอาการบาดเจ็บกว่านั่นเอง ยังพูดรู้เรื่องอยู่นะครับ สีแดงหรือส้มก็คือมารอมมาร่อแล้วครับจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ครับ ส่วนพวกที่สบายที่สุดก็น่าจะเป็นสีดำนั่นเองนะครับคงไม่ต้องให้บอกนะครับ กองๆ กันไว้เลยครับ ชื่อเสียงเรียงนามก็ไว้ตามกันทีหลังเพราะเขาไม่มีโอกาสจะพูดในโลกนี้ได้อีกต่อไปอาเมนนนน





เอาล่ะหลังจากที่ดูคนอื่นวิ่งไปวิ่งมาได้สักพัก คนซวยคนแรกของเราก็มา เขามาอย่างยิ่งใหญ่ยังก่าแห่วีระบุรุษสงครามมายังไงยังงั้น แต่ว่าทำเอาพวกเรางงไปเลยครับ เขาใส่ปลอกคอของพวกที่คอหักใส่ไว้ที่หัวครับ สงสัยคนใส่ให้นี่คิดว่าจะทำเป็นหมวกกันน็อคให้ละมั้ง หมอเก่งถามเลยครับ "รุ่นใหม่เหรอ" เหอๆ ไม่ใช่ครับ คนใส่เขาบอกว่า "ไปยืม อบต.มา ใส่ไม่เป็น ก็เลยเป็นแบบนี้ล่ะครับ" หมอเก่งก็เลยจัดการใหม่ให้เรียบร้อยครับ ฮากันตั้งแต่รายแรกกันเลย

รายต่อมานะครับ คุณตาคนนี้ครับ สงสัยชอบตัดไม้ทำลายป่านะครับ โดนไม่เสียบท้องนะครับ แทงข้างหลังทะลุถึงหน้าท้องกันเลยทีเีดียว ทำได้เหมือนจริงมากครับ ถ้าหากพวกหม่ำ เท่ง โหน่ง ทำนี่คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่าบรรยากาศของการซ้อมปฐมพยาบาลนี่ทุกคนของโรงพยาบาลเราก็แสดงได้อย่างสมบทบาทนะครับ ไม่ฮานะครับ ซีเรียสครับ มีแต่ผมล่ะครับขำได้อยู่คนเดียว เคสนี้อยู่ในส่วนของสีแดงครับ





ต่อมาครับ มาดูในส่วนของคนซวยที่ไม่ค่อยจะเป็นอะไรมากกัน พี่พร้อมนะครับก็รับผิดชอบในส่วนนี้ ในภาพ ก็เป็นคุณลุงคนหนึ่งนะครับ หัวแกไปโหม่งอะไรมาก็ไม่รู้นะครับ หัวแตก ลุงแกก็มายืนให้พี่พร้อมวาดรุปไว้เป็นหลักฐานครับ เคสสนี้อยู่ในส่วนของสีเขียวครับ

ในส่วนนี้ครับ ผมว่าสร้างความเฮฮาให้ผมกว่ากลุ่มอื่นครับ ส่วนนี้อยู่สีเหลืองครับ น้องนักเรียนนะครับ ตอนเอามาวางไว้ข้างๆ กับคนที่อยู่ตรงกลางอ่ะครับ น้องเขาเผลอมองซ้ายครับ ไปเจอเข้ากับหน้าตาของคนนั้นเข้าเต็มๆ ตกใจครับ แล้วแกก็หัวเราะซะพุงเขย่าเลยครับ ทำให้ผมพลอยจะหัวเราะตามไปด้วย คนกลางนั่นก็จริงๆ เลยนะครับ ก่อนมาัรับบทดันไปกินน้ำใสใจจริงมาก่อน ก็เลยมีอาการนะครับ





มุมนี้ครับ จับมือกันตาย อันที่จริงก่อนมายังไม่จับมือกันหลอกครับ ทางผู้นำส่งเขาบอกว่าศพหนึ่งติดอยู่ยอดไผ่ครับ อีกศพนอนทับขอนอยู่ พอทั้งสองศพมาเจอกัน ยังไงก็ไม่รู้ครับ เอื้อมมือมาจับกันดังภาพที่เห็นนะครับ สงสัยจะเป็นวิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่แถวนี้เป็นคนทำนะครับ ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้นะครับ มุมนี้สีดำ

อันนี้ก็เป็นแขนของผู้เคราะห์ร้ายครับ ก่อนที่จะนำส่งขึ้นรถ EMS ของเรานะครับ พยาบาลก็บอกผู้เคราะห์ร้ายว่า "ไม่ต้องเอาแขนไป เดี๋ยวหมอหาแขนใหม่ให้ที่โรงพยาบาล" เป็นเรื่องอัศจรรย์มากเลยครับ พอผู้เคราะห์ร้ายคนนี้เปิดเสื้อตรงหน้าท้องขึ้นก็พบว่าแขนของเขาก็โผล่ออกมาครับ น่าอัศจรรย์จริงๆ ยังก่า เสียงอีสานเขาแสดงกัน





เคสนี้ครับ เด็กจมน้ำตายครับ อันที่จริงแล้วหาตัวเด็กไม่เจอครับ ก็เลยเอาตุ๊กตาของเด็กคนนั้นมาแทน ถือว่าเป็นตัวแทนของร่างเด็กผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น ทางเราก็ไม่รู้จะปฐมพยาบาลยังไงครับ จำหน่ายออกไปเป็นเด็กตายไปเลย

เสร็จซะทีนะครับ สำหรับการซ้อมพร้อมรับมือเหตุการณ์โคลนถล่ม ต่อไปเราก็เก็บข้าวเก็บของขึ้นรถกันนะครับ เวลานี้ก็เกือบๆ จะเที่ยงแล้วล่ะ ผมเองกินแต่ลมมานะครับ ไม่ได้กินข้าวเช้า หิวตาลายเหมือนกันครับ ไปครับไปหาข้าวกินกัน งานนี้เขามีเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำครับ





ก่อนจะได้กินข้าวกันนะครับ มีลำดับเหตุการณ์ที่เป็นทางการสักนิดนึงนะครับ พอเป็นพีธีครับ นั่นก็คือ "สรุปผลการซ้อมแผนโคลนถล่ม" ในครั้งนี้นั่นเอง โดยท่านนายอำเภอนะครับ ทุกภาคส่วนที่ร่วมงานก็ได้รายงานการปฏิบัติหน้าที่ของตน รวมทั้งผลความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดครับ ทุกคนก็หิวน้ำครับ แต่น้ำหนึ่งที่ผมคิดว่าทุกคนกินจนอิ่มแล้ว นั่นก็คือน้ำใจนั่นเอง

่อ้าวบาดหนิ ฮอดเวลาที่ผมรอคอยแล้ว กินข้าวก้านนนนนน มีหมกหน่อไม้ ผัดผักรวมมิตรใส่หมู ทอดปลานิล แกงบักโบมใส่หมู ลวกผัก แจ่ว มีฮอดข้าวเหนียวและข้าวจ้าว จัดไปอย่าให้เสียครับ โรงพยาบาลของเราครับ นั่งก่อนเพื่อนนะครับ แต่ว่าเขาเจ้าพากันหนิเบิดแล้ว โรงบาลเฮาก็ยังนั่งกันพร้อมหน้าครับ เล่นซะไม่เหลือให้สัตว์เลี้ยงของพระในวัดเลย เห่อๆ





ก่อนกลับนะครับ ( หรือว่าก่อนหลับเนี้ยเรา กินซะตาจะลืมไม่ขึ้นเลย ) แวะถ่ายรูปกับน้ำตก"เลยหง่า"กันสักรูป ในภาพนะครับอาจจะเห็นไม่ชัดนะครับ แต่ผมขอบอกครับว่า น้ำตกนี้อลังการณ์มากเลยครับ ยังก่าสิ่งมหัศจรรย์กันเลยทีเดียว ซึ่งผมเองก็พึ่งจะรู้จักน้ำตกนี้เหมือนกันนะครับ แต่ผมคิดว่าสำหรับคนภูหลวงเองน่าจะรู้กันหมดล่ะครับ ผมคนวังพุงครับ



แล้วพวกเราก็เดินทางกลับ รพ.ฯ กันโดยสวัสดิภาพครับ เป็นอันว่าภารกิจนี้เสร็จสิ้นไปด้วยดีครับ ขอบคุณผู้ติดตามอ่านทุึกคนครับ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็อยากให้แสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ จักขอบพระคุณยิ่ง

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การประชุมวิชาการการเก็บและการนำส่งสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ




การประชุมวิชาการการเก็บและการนำส่งสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การควบคุมคุณภาพการตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจนับเป็นสิ่งสำคัญของการบริการทางห้องปฏิบัติการคลินิก เริ่มตั้งแต่กระบวนการก่อนการวิเคราะห์ ในระหว่างกระบวนการวิเคราะห์ และกระบวนการหลังการวิเคราะห์ พบว่า ขั้นตอนก่อนการวิเคราะห์มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้มากที่สุด ซึ่งขั้นตอนนี้ประกอบด้วย การเตรียมผู้ป่วย การเจาะเลือด / เก็บสิ่งส่งตรวจ การเลือกใช้สารกันเลือดแข็ง และการนำส่งมายังห้องปฏิบัติการ แม้ว่าห้องปฏิบัติการจะมีกระบวนการควบคุมคุณภาพให้ครอบคลุมถึงการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจ โดยการแจกคู่มือทางห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์แก่ตึกผู้ป่วยแล้วก็ตาม จากการเก็บข้อมูลของการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจของงานชันสูตรตั้งแต่ปี 2551 พบว่า ในทุกเดือนมีการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจที่ไม่เหมาะสมในปี2552มีจำนวนการส่งตัวอย่าง ที่ได้บันทึกทั้งหมดจำนวน1,501 จำนวนสิ่งส่งตรวจที่ผิดพลาด 57ตัวอย่าง คิดเป็น 3.79% ในปี2553 ตั้งแต่เดือนต.ค.52-มิ.ย53 จำนวนส่งตรวจทั้งหมด 1,109 จำนวนสิ่งส่งตรวจที่ผิดพลาด คิดเป็น 5.41% จะเห็นได้ว่าการงส่งสิ่งส่งตรวจผิดพลาดเพิ่มมากขึ้นซึ่งทำให้เสียเวลา เมื่อต้องมีการเก็บสิ่งส่งตรวจซ้ำ ผู้ป่วยเสียโอกาสทางการรักษา สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เพราะต้องเสียทรัพยากรเพิ่มในการเก็บสิ่งส่งตรวจอีกครั้ง และก่อให้เกิดความเครียดทั้งผู้เก็บสิ่งส่งตรวจและผู้ป่วย กระทบต่อความพึงพอใจของผู้ป่วยได้

ดังนั้นเพื่อลดอุบัติการณ์ดังกล่าว และพัฒนาคุณภาพของการตรวจวิเคราะห์ งานชันสูตรโรงพยาบาลภูหลวง จึงจัดประชุมวิชาการเรื่องการเก็บและการนำส่งตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการในวันที่22 กรกฎาคม 2553 เวลา13.30น. เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจและความรู้แก่บุคลากรตามตึกผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัย และเจ้าหน้าที่ผู้สนใจ พร้อมทั้งแจกแผ่นความรู้ แนะนำภาชนะที่ใช้ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ

เมื่อหลังจากการประชุม งานชันสูตรจะทำการประเมินผลการเก็บอัตราการส่งสิ่งส่งตรวจผิดพลาด ตั้งเป้าหมายอัตราการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจไว้น้อยกว่าร้อยละ1% ซึ่งในการดำเนินการแก้ไขนั้นจำเป็นต้องมีการเยี่ยมเยียนและให้ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอในโอกาสต่อไป

งานชันสูตรสาธารณสุข

โรงพยาบาลภูหลวง

5 กรกฎาคม 2553

เกี่ยวกับท่านผู้อำนวยการ






นายแพทย์ ธราพงษ์ กัปโก

นายแพทย์ชำนาญการ

ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลภูหลวง

บุคคลากร-งานประกันสุขภาพ












นางจิราภรณ์ ธนแสนไทย


นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

หัวหน้างานประกันสุขภาพ




นางสาวรัชนีกร บริพันธ์


เจ้าพนักงานเวชสถิติ

ควบคุมดูแลสถิติและรหัสทางการแพทย์




นางสาวธิดารัตน์ แสงขาน


เจ้าพนักงานเครื่องคอมพิวเตอร์

งานขึ้นทะเบียนบัตรสุขภาพ และงานจัดเก็บรายได้




นายไพรัช เกษทองมา


นักวิชาการคอมพิวเตอร์

ผู้ดูแลศูนย์คอมพิวเตอร์