วันพุธที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

บุคคลากร-งานชันสูตร






นางสาวสุจิตรา สุนทรเพราะ

เจ้าพนักงานชันสูตร

หัวหน้าฝ่ายงานชันสูตร

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

อนุโมทนาสาธุ "หลวงพี่คิง"




    นายวิทยา อินทร์ชัยศรี หรือว่า"หลวงพี่คิง" เคยเป็นนักวิชาการคอมพิวเตอร์ของโรงพยาบาลภูหลวง แต่เนื่องจากที่แฟลตที่พี่ท่านพักอยู่นั้นมีหนังสือธรรมมะ กองอยู่แถวๆ นั้นเยอะน่ะครับ วันๆ เดินเข้า เดินออก ได้อ่านแต่หน้าปก หลังๆ มาเริ่มที่จะหยิบขึ้นมาอ่านคำนำ ต่อมาก็เริ่มที่จะอ่านไปจนถึงสารบรรณ สักพักก็เ่ริ่มที่จะเข้าไปศึกษาในแต่ละหัวข้อ ไปๆ มาๆ ก็อ่านจนหมดเล่ม หมดเล่มหนึ่ง ก็เร่มอ่านเล่มต่อไป ไปๆ มาๆ ซึ้งในพระธรรมและศรัทธาใน พระพุทธศาสนา จึงได้ตัดสินใจละทางโลกและเปลี่ยนเข้าไปในโลกของธรรมมะอย่างเต็มตัว
    เรื่องที่มาที่ไปของการบวชนี้ ผมเองก็ไม่ได้รู้อะไรแน่ชัด ผมถึงได้เขียนไปโดนไม่ได้ซีเรียส เพราะว่าเรื่องนี้ก็เป็นการคุยตลกโปกฮาเท่านั้นเอง แต่เรื่องที่น่ายินดีก็คือ สิ่งที่หลวงพี่คิงเขาทำเขาปฏิบัตินั้น เป็นที่น่ายินดียิ่ง ผมเองเคยบวชเณรตั้งแต่ ป.4 ต่อมาก็บวชหน้าไฟตลอด พึ่งปีนี้นี่เองที่มีทายาทสำหรับบวชหน้าไฟ สำหรับการบวชพระแล้วผมยังไม่เคยครับ

ซักซ้อมพร้อมรับมือ"โคลนถล่ม" ณ เลยวังไสย




























วันที่ 20 ก.ค. 2553 เวลา 8.00 น. นะครับ ให้เจอหน้ากันอย่างพร้อมหน้าที่ "ห้องฉุกเฉิน" นะครับ ฉุกเฉินจริงๆ ครับ กว่าจะพร้อมหน้ากันได้ก็ 8.30 น. นะครับ

ขั้นตอนแรกนะครับ ไปเอารถ EMS ของเรามาจอดเรียงกันไว้นะครับ 2 คันด้วยกันนะครับ

สำหรับโชว์เวอร์ประจำงานนี้นะครับ คือ พี่เผ่ากับ พี่กริชครับ

ต่อไปนะครับ ก็พากันเคลื่อนย้ายอุปกรณ์เก็บชีพต่างๆ นะครับ ที่เราจำเป็นหรือไม่จำเป็นก็เอาไปเหอะนะครับ เอาขึ้นรถให้มันพอนะครับ แต่ก็ให้เหลือที่นั่งไว้บ้างนะครับ

แล้วเราก็ออกเดินทางกัน..... บรึ้นนนนนน.... ล้อรถหมุนกันประมาณ 8.45 น.






ระหว่างทางนะครับ หากใครที่ยังไม่ได้กินข้าวเช้านะครับ ผมล่ะครับคนนึง ก็ิกินลม ชมวิวกันให้อิ่มซะนะครับ

สำหรับคนที่อยากจะปล่อยแมมโมเนีย หรือว่่าเมานะครับ (เมารถเมาลา) เราก็มีบริการให้แวะให้ทิ้งของเสียกันระหว่างทางนะครับ เสร็จธุระแล้วเราก็มาเช็คยอดกัน โดยการถ่ายรูปนะครับ





ถ่ายรูปเสร็จแล้วก็มาตรวจของกันนะครับ ว่าเราเอามาครบกันหรือป่าวนะครับ อันที่จริงถึงของจะครบหรือไม่ เราก็ไม่กลับไปเอานะครับ สังเกตุนะครับ นำตรวจของโดย ท่านผู้อำนวยการ หรือว่า "หมอเก่ง" ของเรานั่นเองนะครับ

พรีเซนเตอร์ทั้งสองท่านนะครับ ขอเฉลยนะครับ ว่าเราพักรถกันอยู่ที่ใดนะครับ ไม่ใช่ปั้มน้ำมันเหมือนๆ กับที่พวกเราเคยพักรถครับ เป็นอะไรนั้นก็ดูในรูปเอาเองล่ะกันนะครับ พรีเซนเตอร์ทั้ง 2 คนของเราก็คือ น้องอ้น กับ พี่พร้อม ของเราครับ





แล้วเราก็เดินทางกันต่อไปครับ จนมาถึงสถานที่แ่ห่งหนึ่งซึ่งผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าที่ใด แต่ว่ามีตำรวจอยู่ด้วย ผอ.ก็ลงไปทักทายแล้วพวกเราก็ได้เรื่องว่าต้องตั้งฐานทัพปฐมพยาบาลกันที่นี่ แล้วพวกพี่ๆ ก็พากัน ยกธงแดง ธงเหลือง ธงดำ และธงเขียวลงมาตั้งกันครับ ตอนนั้นเนี้ยผมนึกว่าเป็นธงสัญญาณจราจรอะไรสักอย่างนี่ล่ะครับ ก็เอาๆ ลงมาตั้งกัน

ให้ตายเหอะครับ เราขนของเตรียมจะตั้งฐานฐัพกันจวนจะเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่า คุณตำรวจก็บอกเราว่าอีกทีครับว่า จุดที่เราจะตั้งฐานไม่ใช่ที่นี่ครับ จุดที่ถูกต้องจะอยู่ข้างหน้าอีกประมาณ 600 เมตรครับ เฮ้อ... แล้วเราก็เก็บของขึ้นรถกันให้เหมือนก่อนขนลงนะครับ นี่ถือว่าเป็นการซ้อมเอาของลงจากรถหรือป่าวก็ไม่รู้นะครับ อันที่จริง ผมไม่ได้ขนของช่วยพี่เขาอะไรมากมายหรอกครับ คอยหาจังหวะถ่ายรูปอย่างเดียว เหอๆ แล้วเราก็มาตั้งฐานกันที่จุดที่ถูกต้องครับ ที่นี่ก็มีป้ายบอก พร้อมกับโต๊ะและเก้าอี้จัดไว้เรียบร้อยล่ะ ไม่ต้องสงสัยกันเลยทีเดียวว่าจุดนี้คือของโรงพยาบาลเราหรือป่าว เหมือนกับตอนแรก





พอเราตั้งฐานกันเสร็จแล้วเราก็ไปเป็นไทมุงกัีนครับ พึ่งรู้ว่างานนี้ก็มีหลายหน่วยงานด้วยกันนะครับ ที่พากันเข้าร่วมซ้อม ก็มีทั้ง กรมป่าไม้ ตำรวจ อาสาสมัครต่างๆ และที่ขาดไม่ได้สำหรับโรงพยาบาลเราก็คงจะเป็นอาสาสมัครเป็นคนบาดเจ็บนั่นเองครับ ตอนนี้ก็ไปหลบๆ แต่งบาดแผลกันที่ไหนก็ไม่รู้นะครับ

พอเราดูได้สักพักนะครับ พวกพี่ๆ ลุงๆ ตาๆ เขาก็พากันฮึกเหิมขึ้นมากันใหญ่ครับ ร้องเอ้วอ้าวกัน กระทืบเท้า แล้วก็พากันวิ่งขึ้นมาในทางที่เรากำลังยืนดูอยู่ครับ เห็นสถานการณ์แบบนี้แล้วรู้สึกว่าจริงจังและเข้มแข็งกันดีครับ แต่ว่าคอยดูอีกภาพนะครับ





เคยไปกินเนื้อย่างกันไหมครับ แรกๆ ไฟเป็นไงครับ เอาเนื้อขึ้นไปแป๊บเดียวมันก็ดำปิดปี้แล้ว ไงล่ะครับกับภาพนี้ ยังไงยังงั้นเลยครับ เห็นแล้วก็เข้าใจอยู่ครับ ส่วนใหญ่แต่ละคนก็ได้หลานกันหมดแล้ว อาจจะได้เหลนกันแล้วด้วย เหอๆ

ไปดูแต่คนอื่นมาแล้วเราก็มาดูตัวเองมั่งนะครับ เตรียมอะไรมาก็ไม่รู้นะครับ เป็นแผ่นผับที่สามารถพับกันได้หลายแบบทีเดียวนะครับ เอาไว้ไปห้อยคอผู้เคราะห์ร้ายกันนะครับ มันมีแถบสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีดำ ครับ วิธีการก็คือพับให้สีใดสีหนึ่งนะครับใ้ห้มันหันหน้าออกมานะครับ จำได้ไหมครับ กับธงสี่สีที่ผมบอกไป นี่แหละครับ สไตล์เดียวกัน สีเขียวคือคนที่ยังกระโดดขึ้นรถโรงพยาบาลได้ สีเหลืองก็คือพวกที่ยังลืมตาอ้าปากได้อยากขึ้นรถโรงพยาบาลปานใดก็ไม่ทันไอ้พวกสีเขียวครับก็เพราะอาการบาดเจ็บกว่านั่นเอง ยังพูดรู้เรื่องอยู่นะครับ สีแดงหรือส้มก็คือมารอมมาร่อแล้วครับจะตายแหล่ไม่ตายแหล่ครับ ส่วนพวกที่สบายที่สุดก็น่าจะเป็นสีดำนั่นเองนะครับคงไม่ต้องให้บอกนะครับ กองๆ กันไว้เลยครับ ชื่อเสียงเรียงนามก็ไว้ตามกันทีหลังเพราะเขาไม่มีโอกาสจะพูดในโลกนี้ได้อีกต่อไปอาเมนนนน





เอาล่ะหลังจากที่ดูคนอื่นวิ่งไปวิ่งมาได้สักพัก คนซวยคนแรกของเราก็มา เขามาอย่างยิ่งใหญ่ยังก่าแห่วีระบุรุษสงครามมายังไงยังงั้น แต่ว่าทำเอาพวกเรางงไปเลยครับ เขาใส่ปลอกคอของพวกที่คอหักใส่ไว้ที่หัวครับ สงสัยคนใส่ให้นี่คิดว่าจะทำเป็นหมวกกันน็อคให้ละมั้ง หมอเก่งถามเลยครับ "รุ่นใหม่เหรอ" เหอๆ ไม่ใช่ครับ คนใส่เขาบอกว่า "ไปยืม อบต.มา ใส่ไม่เป็น ก็เลยเป็นแบบนี้ล่ะครับ" หมอเก่งก็เลยจัดการใหม่ให้เรียบร้อยครับ ฮากันตั้งแต่รายแรกกันเลย

รายต่อมานะครับ คุณตาคนนี้ครับ สงสัยชอบตัดไม้ทำลายป่านะครับ โดนไม่เสียบท้องนะครับ แทงข้างหลังทะลุถึงหน้าท้องกันเลยทีเีดียว ทำได้เหมือนจริงมากครับ ถ้าหากพวกหม่ำ เท่ง โหน่ง ทำนี่คงเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะครับ แต่ว่าบรรยากาศของการซ้อมปฐมพยาบาลนี่ทุกคนของโรงพยาบาลเราก็แสดงได้อย่างสมบทบาทนะครับ ไม่ฮานะครับ ซีเรียสครับ มีแต่ผมล่ะครับขำได้อยู่คนเดียว เคสนี้อยู่ในส่วนของสีแดงครับ





ต่อมาครับ มาดูในส่วนของคนซวยที่ไม่ค่อยจะเป็นอะไรมากกัน พี่พร้อมนะครับก็รับผิดชอบในส่วนนี้ ในภาพ ก็เป็นคุณลุงคนหนึ่งนะครับ หัวแกไปโหม่งอะไรมาก็ไม่รู้นะครับ หัวแตก ลุงแกก็มายืนให้พี่พร้อมวาดรุปไว้เป็นหลักฐานครับ เคสสนี้อยู่ในส่วนของสีเขียวครับ

ในส่วนนี้ครับ ผมว่าสร้างความเฮฮาให้ผมกว่ากลุ่มอื่นครับ ส่วนนี้อยู่สีเหลืองครับ น้องนักเรียนนะครับ ตอนเอามาวางไว้ข้างๆ กับคนที่อยู่ตรงกลางอ่ะครับ น้องเขาเผลอมองซ้ายครับ ไปเจอเข้ากับหน้าตาของคนนั้นเข้าเต็มๆ ตกใจครับ แล้วแกก็หัวเราะซะพุงเขย่าเลยครับ ทำให้ผมพลอยจะหัวเราะตามไปด้วย คนกลางนั่นก็จริงๆ เลยนะครับ ก่อนมาัรับบทดันไปกินน้ำใสใจจริงมาก่อน ก็เลยมีอาการนะครับ





มุมนี้ครับ จับมือกันตาย อันที่จริงก่อนมายังไม่จับมือกันหลอกครับ ทางผู้นำส่งเขาบอกว่าศพหนึ่งติดอยู่ยอดไผ่ครับ อีกศพนอนทับขอนอยู่ พอทั้งสองศพมาเจอกัน ยังไงก็ไม่รู้ครับ เอื้อมมือมาจับกันดังภาพที่เห็นนะครับ สงสัยจะเป็นวิญญาณที่ยังวนเวียนอยู่แถวนี้เป็นคนทำนะครับ ไม่ต้องบอกก็น่าจะรู้นะครับ มุมนี้สีดำ

อันนี้ก็เป็นแขนของผู้เคราะห์ร้ายครับ ก่อนที่จะนำส่งขึ้นรถ EMS ของเรานะครับ พยาบาลก็บอกผู้เคราะห์ร้ายว่า "ไม่ต้องเอาแขนไป เดี๋ยวหมอหาแขนใหม่ให้ที่โรงพยาบาล" เป็นเรื่องอัศจรรย์มากเลยครับ พอผู้เคราะห์ร้ายคนนี้เปิดเสื้อตรงหน้าท้องขึ้นก็พบว่าแขนของเขาก็โผล่ออกมาครับ น่าอัศจรรย์จริงๆ ยังก่า เสียงอีสานเขาแสดงกัน





เคสนี้ครับ เด็กจมน้ำตายครับ อันที่จริงแล้วหาตัวเด็กไม่เจอครับ ก็เลยเอาตุ๊กตาของเด็กคนนั้นมาแทน ถือว่าเป็นตัวแทนของร่างเด็กผู้เคราะห์ร้ายคนนั้น ทางเราก็ไม่รู้จะปฐมพยาบาลยังไงครับ จำหน่ายออกไปเป็นเด็กตายไปเลย

เสร็จซะทีนะครับ สำหรับการซ้อมพร้อมรับมือเหตุการณ์โคลนถล่ม ต่อไปเราก็เก็บข้าวเก็บของขึ้นรถกันนะครับ เวลานี้ก็เกือบๆ จะเที่ยงแล้วล่ะ ผมเองกินแต่ลมมานะครับ ไม่ได้กินข้าวเช้า หิวตาลายเหมือนกันครับ ไปครับไปหาข้าวกินกัน งานนี้เขามีเลี้ยงข้าวเลี้ยงน้ำครับ





ก่อนจะได้กินข้าวกันนะครับ มีลำดับเหตุการณ์ที่เป็นทางการสักนิดนึงนะครับ พอเป็นพีธีครับ นั่นก็คือ "สรุปผลการซ้อมแผนโคลนถล่ม" ในครั้งนี้นั่นเอง โดยท่านนายอำเภอนะครับ ทุกภาคส่วนที่ร่วมงานก็ได้รายงานการปฏิบัติหน้าที่ของตน รวมทั้งผลความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมดครับ ทุกคนก็หิวน้ำครับ แต่น้ำหนึ่งที่ผมคิดว่าทุกคนกินจนอิ่มแล้ว นั่นก็คือน้ำใจนั่นเอง

่อ้าวบาดหนิ ฮอดเวลาที่ผมรอคอยแล้ว กินข้าวก้านนนนนน มีหมกหน่อไม้ ผัดผักรวมมิตรใส่หมู ทอดปลานิล แกงบักโบมใส่หมู ลวกผัก แจ่ว มีฮอดข้าวเหนียวและข้าวจ้าว จัดไปอย่าให้เสียครับ โรงพยาบาลของเราครับ นั่งก่อนเพื่อนนะครับ แต่ว่าเขาเจ้าพากันหนิเบิดแล้ว โรงบาลเฮาก็ยังนั่งกันพร้อมหน้าครับ เล่นซะไม่เหลือให้สัตว์เลี้ยงของพระในวัดเลย เห่อๆ





ก่อนกลับนะครับ ( หรือว่าก่อนหลับเนี้ยเรา กินซะตาจะลืมไม่ขึ้นเลย ) แวะถ่ายรูปกับน้ำตก"เลยหง่า"กันสักรูป ในภาพนะครับอาจจะเห็นไม่ชัดนะครับ แต่ผมขอบอกครับว่า น้ำตกนี้อลังการณ์มากเลยครับ ยังก่าสิ่งมหัศจรรย์กันเลยทีเดียว ซึ่งผมเองก็พึ่งจะรู้จักน้ำตกนี้เหมือนกันนะครับ แต่ผมคิดว่าสำหรับคนภูหลวงเองน่าจะรู้กันหมดล่ะครับ ผมคนวังพุงครับ



แล้วพวกเราก็เดินทางกลับ รพ.ฯ กันโดยสวัสดิภาพครับ เป็นอันว่าภารกิจนี้เสร็จสิ้นไปด้วยดีครับ ขอบคุณผู้ติดตามอ่านทุึกคนครับ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงก็อยากให้แสดงความคิดเห็นด้วยนะครับ จักขอบพระคุณยิ่ง

วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การประชุมวิชาการการเก็บและการนำส่งสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ




การประชุมวิชาการการเก็บและการนำส่งสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การควบคุมคุณภาพการตรวจวิเคราะห์สิ่งส่งตรวจนับเป็นสิ่งสำคัญของการบริการทางห้องปฏิบัติการคลินิก เริ่มตั้งแต่กระบวนการก่อนการวิเคราะห์ ในระหว่างกระบวนการวิเคราะห์ และกระบวนการหลังการวิเคราะห์ พบว่า ขั้นตอนก่อนการวิเคราะห์มีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้มากที่สุด ซึ่งขั้นตอนนี้ประกอบด้วย การเตรียมผู้ป่วย การเจาะเลือด / เก็บสิ่งส่งตรวจ การเลือกใช้สารกันเลือดแข็ง และการนำส่งมายังห้องปฏิบัติการ แม้ว่าห้องปฏิบัติการจะมีกระบวนการควบคุมคุณภาพให้ครอบคลุมถึงการเก็บและนำสิ่งส่งตรวจ โดยการแจกคู่มือทางห้องปฏิบัติการเทคนิคการแพทย์แก่ตึกผู้ป่วยแล้วก็ตาม จากการเก็บข้อมูลของการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจของงานชันสูตรตั้งแต่ปี 2551 พบว่า ในทุกเดือนมีการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจที่ไม่เหมาะสมในปี2552มีจำนวนการส่งตัวอย่าง ที่ได้บันทึกทั้งหมดจำนวน1,501 จำนวนสิ่งส่งตรวจที่ผิดพลาด 57ตัวอย่าง คิดเป็น 3.79% ในปี2553 ตั้งแต่เดือนต.ค.52-มิ.ย53 จำนวนส่งตรวจทั้งหมด 1,109 จำนวนสิ่งส่งตรวจที่ผิดพลาด คิดเป็น 5.41% จะเห็นได้ว่าการงส่งสิ่งส่งตรวจผิดพลาดเพิ่มมากขึ้นซึ่งทำให้เสียเวลา เมื่อต้องมีการเก็บสิ่งส่งตรวจซ้ำ ผู้ป่วยเสียโอกาสทางการรักษา สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย เพราะต้องเสียทรัพยากรเพิ่มในการเก็บสิ่งส่งตรวจอีกครั้ง และก่อให้เกิดความเครียดทั้งผู้เก็บสิ่งส่งตรวจและผู้ป่วย กระทบต่อความพึงพอใจของผู้ป่วยได้

ดังนั้นเพื่อลดอุบัติการณ์ดังกล่าว และพัฒนาคุณภาพของการตรวจวิเคราะห์ งานชันสูตรโรงพยาบาลภูหลวง จึงจัดประชุมวิชาการเรื่องการเก็บและการนำส่งตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการในวันที่22 กรกฎาคม 2553 เวลา13.30น. เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจและความรู้แก่บุคลากรตามตึกผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัย และเจ้าหน้าที่ผู้สนใจ พร้อมทั้งแจกแผ่นความรู้ แนะนำภาชนะที่ใช้ในการเก็บสิ่งส่งตรวจ

เมื่อหลังจากการประชุม งานชันสูตรจะทำการประเมินผลการเก็บอัตราการส่งสิ่งส่งตรวจผิดพลาด ตั้งเป้าหมายอัตราการปฏิเสธสิ่งส่งตรวจไว้น้อยกว่าร้อยละ1% ซึ่งในการดำเนินการแก้ไขนั้นจำเป็นต้องมีการเยี่ยมเยียนและให้ความรู้แก่บุคลากรที่เกี่ยวข้องอย่างสม่ำเสมอในโอกาสต่อไป

งานชันสูตรสาธารณสุข

โรงพยาบาลภูหลวง

5 กรกฎาคม 2553

เกี่ยวกับท่านผู้อำนวยการ






นายแพทย์ ธราพงษ์ กัปโก

นายแพทย์ชำนาญการ

ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลภูหลวง

บุคคลากร-งานประกันสุขภาพ












นางจิราภรณ์ ธนแสนไทย


นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ

หัวหน้างานประกันสุขภาพ




นางสาวรัชนีกร บริพันธ์


เจ้าพนักงานเวชสถิติ

ควบคุมดูแลสถิติและรหัสทางการแพทย์




นางสาวธิดารัตน์ แสงขาน


เจ้าพนักงานเครื่องคอมพิวเตอร์

งานขึ้นทะเบียนบัตรสุขภาพ และงานจัดเก็บรายได้




นายไพรัช เกษทองมา


นักวิชาการคอมพิวเตอร์

ผู้ดูแลศูนย์คอมพิวเตอร์

การแต่งกาย






ชุดกีฬา




ชุดผ้าพื้นเมือง(ผีตาโขน)




ชุดปกติ

สุดยอดเพลงฟุตบอลโลก 2010

ประวัติโรงพยาบาลภูหลวง






แผนที่เส้นทางมาสู่โรงพยาบาลภูหลวง


ปีพ.ศ. 2532 – 2533 โรงพยาบาลภูหลวงเปิดให้บริการผู้ป่วยประเภทผู้ป่วยนอก (Externed OPD) ของโรงพยาบาลวังสะพุง

ปีพ.ศ. 2534 ได้มีการยกฐานะให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง และหอผู้ป่วยในประเภทค้างคืน

ปีพ.ศ. 2540 ได้มี การยกฐานะให้เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ได้มีการสร้างหอผู้ป่วยและครุภัณฑ์ในกรอบของรพช.ขนาด 30 เตียง และ ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยทั่วไปทั้งประเภทผู้ป่วยนอก ผู้ ป่วยใน ทั้งด้านการรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพ ผู้ป่วย การส่งเสริมสุขภาพ และการควบคุม ป้องกันโรค มาจนถึงปัจจุบันนี้

รายนามผู้บริหาร


1. นาย แพทย์อภิชาติ ชัฏอนันต์ ปี 2533 – 2536

2. นายแพทย์ นพรัตน์ วิบูลย์สันติ ปี 2537 – 2539

3. นายแพทย์จุ มภฏ พรมสีดา ปี 2540 – 2542

4. แพทย์หญิง ธิดา สกุลพิพัฒน์ ปี 2543 – 2544

5. นายแพทย์ เอกยศ มงคลแสงสุรีย์ ปี 2545 - 2545

6. นายแพทย์ไตรรัตน์ ชัย นรานนท์ ปี 2546 – 2548

7. นายแพทย์เตือน สายบัวทอง ปี 2548 – 15 พฤศจิกายน 2550

8. นายแพทย์ธราพงษ์ กัปโก ปี พฤศจิกายน 50 - ปัจจุบัน